สดับลมขับขาน (Hear the Wind Sing) ละครเวทีอีกเรื่องที่น่าสนใจ

here

อรพินท์  คำสอน

          ผู้เขียนได้มีโอกาสไปชมละครเวทีเรื่อง สดับลมขับขาน หรือ Hear the Wind Sing  ซึ่งดัดแปลงมาจาก
นวนิยายเรื่องแรกของฮารุกิ  มูราคามิ (Haruki  Murakami) โดย 206 performing trope ในรอบบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ทองหล่อ  อาร์ต  สเปซ ก่อนเข้าชมก็ยังคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้มาแล้วเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา  และเมื่อดูละครจบเรื่องก็ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าเคยอ่านแล้วแน่ๆ  แต่ความรู้สึกที่ได้ขณะที่อ่านกับที่ได้จากการชมละครกลับต่างกันอย่างมาก  เพราะขณะอ่านรู้สึกเพียงแค่ว่างานชิ้นนี้มีวิธีการเขียนที่แปลกกว่างานเขียนเรื่องอื่นๆ ในสมัยนั้น  โดยเฉพาะแนวคิดที่นำเสนอ และการสร้างตัวละครที่ไม่มีชื่อ  แต่ไม่ก่อให้เกิดความประทับใจมากเท่าที่ได้ดูละคร  จนต้องกลับไปอ่านทวนวรรณกรรมเรื่องนี้อีกครั้ง

ความโดดเด่นของละครเรื่องนี้คือ  อภิรักษ์  ชัยปัญหา ผู้ดัดแปลงบทและผู้กำกับ  เข้าใจและจับแก่นของเรื่องได้เป็นอย่างดี  แม้ว่าละครจะแต่งเสริม ตัดต่อ หรือสลับลำดับของเหตุการณ์ไปบ้าง  แต่แนวคิด เหตุการณ์และสาระสำคัญของเรื่องยังคงอยู่อย่างครบถ้วน  และที่สำคัญคือการที่เลือกคงภาษาฉบับแปลของนภดล  เวชสวัสดิ์ ไว้ในบทพูดของตัวละคร  ช่วยเน้นให้สไตล์และกลิ่นอายของมูคารามิ (ในความรับรู้ของผู้อ่านชาวไทย) ยังคงอบอวลอยู่ในละคร ขณะเดียวกันก็ไม่เสียรสของงานวรรณกรรมต้นฉบับแต่อย่างใด

ผู้แสดงนับเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความประทับใจกับผู้ชม  เพราะตัวละครสามารถที่ทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเขาเป็นตัวละครที่ประสบชะตากรรมเช่นนั้นจริงๆ  และพวกเขาเหล่านั้นเข้าใจตัวละครที่ตนสวมบทบาทอยู่จนสามารถจะสะท้อนอารมณ์และความรู้สึกหลากหลายของตัวละครออกมาได้ดี  ทั้งความโกรธเกรี้ยวต่อสังคมและชะตากรรม  ความรัก  ความเศร้าโศก  และความเปลี่ยวเหงา  นอกจากนี้ยังพบว่าผู้แสดงหลายคนต้องแสดงเป็นตัวละครมากกว่า 1 ตัว  ซึ่งสามารถแสดงได้เป็นอย่างดี  และไม่ทำให้ผู้ชมสับสนแต่อย่างใด

การใช้วงดนตรีสดประกอบละครเป็นอีกความแปลกใหม่ที่น่าสนใจ  วงดนตรีและดนตรีประกอบทำหน้าที่หลากหลายในเรื่อง นับตั้งแต่สร้างบรรยากาศให้กับเรื่องและผู้ชม  เริ่มตั้งแต่เป็นเพลงประกอบที่สะท้อนภาพสังคมในยุค 1960 และ 1970  ยุคของเพลงดิสโก้   และสร้างบรรยากาศดึงผู้ชมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของละครได้อย่างแยบยล ทั้งการให้ผู้ชมเป็นทั้งลูกค้าในร้านของเจที่ร่วมฟังการแสดงสดของวงดนตรี  และเป็นผู้ฟังรายการ “สายด่วนเพลงป็อป” ของสถานี เรดิโอ เอ็นอีบี  ซึ่งใช้การเล่นดนตรีสดแทนการเปิดแผ่น   ขณะเดียวกัน บทเพลงในเรื่องยังทำหน้าขับเน้นให้ความหมายบางอย่างของเรื่องชัดเจนมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกบรรเลงและร้องเพลง “แคลิฟอร์เนีย  เกิร์ล” สอดแทรกไปกับการเล่าเรื่องราวความรักของอดีตแฟนของผมทั้งสาม 3 คน  ทั้งๆ ที่ในงานวรรณกรรมต้นฉบับ เพลงและเรื่องเล่าของสามสาวไม่ได้ปรากฏพร้อมกัน   การเลือกนำเสนอเช่นนี้นับเป็นความชาญฉลาดที่ผู้เขียนบทที่เลือกกลวิธีนี้เพื่อเน้นย้ำและสนองตอบความปรารถนาของตัวละคร “ผม” ที่ว่า  “ผมอยากให้สาวทุกคนเป็น แคลิฟอร์เนีย  เกิร์ล”  ได้อย่างชัดเจนและมีมิติมากขึ้น  เช่นเดียวกันการที่เลือกสอดแทรกบริบทความเป็นไทยในทศวรรษเดียวกันเข้าไปในเรื่องอย่างน่าสนใจ  ด้วยการให้ตัวละครหญิงคนหนึ่งร้องเพลง “เดือนเพ็ญ” ในบาร์ของเจ  ซึ่งช่วยกระตุกเตือนให้ผู้ชมมองย้อนกลับมาและตั้งคำถามในสังคมไทยด้วยว่า ในยุคนั้น  เหตุการณ์สำคัญที่เกิดในสังคมเรามีอะไรบ้าง  เช่นเดียวกับที่ตัวละครต่างๆ ได้ตั้งคำถามทั้งต่อเหตุการณ์ในประเทศญี่ปุ่นของตนและต่อเหตุการณ์ทั่วโลกในขณะนั้นด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่า  ละครเรื่องนี้สามารถที่จะปรับเปลี่ยนพื้นที่ในโรงละครขนาดเล็ก  เป็นฉากต่างๆ ได้เป็นอย่างดี  โดยอาศัยอุปกรณ์ประกอบฉากไม่กี่อย่างเท่านั้น  ก็สามารถสร้างพื้นที่ในการเล่าเรื่องเฉพาะของตัวละครต่างๆ ขึ้นมาได้  ทั้งบาร์ของเจ  ห้องของ “ผม”  สถานีวิทยุ  ท่าเรือ  ความเรียบง่ายของฉากเช่นนี้สอดคล้องกับจังหวะและการดำเนินเรื่องที่ฉับไว  ที่ตัดสลับฉากไปมาอย่างรวดเร็ว

หากจะกล่าวว่าละครเรื่องนี้ดีไปหมดทุกอย่างก็คงจะเป็นการกล่าวเกินจริง  เพราะโดยส่วนตัวเห็นว่าสิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาในการชมละครเรื่องนี้คือ  การแสดงในโรงละครขนาดเล็ก  ทำให้พื้นที่ของผู้ชมบางมุมเป็นจุดอับจนมองไม่เห็นบางฉาก   ขณะเดียวกัน  ละครเรื่องนี้สื่อสารกับผู้ชมด้วยคำพูดเป็นส่วนใหญ่  แต่บางครั้งตัวละครบางตัวก็พูดเบามาก จนทำให้จับสาระและเนื้อความที่ต้องการจะสื่อไม่ได้ หรือบทพูดขนาดยาวที่พรั่งพรูออกมาด้วยอารมณ์ของ “มุสิก” หลายครั้งที่ฟังไม่ชัดว่าเขากำลังพูดความว่าอย่างไร  จนต้องอาศัยคำบรรยายที่ฉายประกอบช่วยอยู่หลายช่วง  จึงเห็นว่าหากตัวละครทุกตัวสามารถพูดในระดับเสียงที่ดัง และพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ  จะช่วยให้ผู้ชมจับสารความคิดที่ตัวละครต้องการจะสื่อได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น

คงต้องจบด้วยคำถามที่ได้รับจากแบบสอบถามที่ว่า “เมื่อดูละครเรื่องนี้จบแล้ว  ท่านได้ยินเสียงอะไร”  โดยส่วนตัวคิดว่าเสียงที่ผู้ชมแต่ละคนได้ยินคงจะแตกต่างกันไป  แต่อย่างน้อยละครเรื่องนี้ก็เริ่มทำให้เราตระหนักที่จะรับฟังกันบ้างแล้วใช่หรือไม่   ละครเรื่องนี้มิได้สะท้อนเฉพาะเสียงของยุคสมัยในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ที่เป็นบรรยากาศของเรื่อง และเสียงสะท้อนของตัวละครต่างๆ ในเรื่องเท่านั้น  แต่เสียงสะท้อนต่างๆ ในละครยังช่วยสะกิดเตือนให้เห็นว่า  แม้เวลาจะผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษ  แต่เสียงแห่งความทุกข์ทั้งในระดับปัจเจกและสังคมไม่ได้ลดลงเลย และดูเหมือนว่าจะทวีมากขึ้น  ดังนั้น  เราจะให้เสียงเหล่านี้เป็นเพียงเสียงลมที่พัดผ่านหูของเราไป  หรือเราจะเริ่มหันมาสดับสายลมที่ขับขานอยู่รอบตัวเราอย่างตั้งใจและใส่ใจมากขึ้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *